วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ประวัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย



รัฐธรรมนูญฉบับแรก          :          พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒          :           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๓          :           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๔          :           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว)  พุทธศักราช ๒๔๙๐
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๕          :           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๖          :           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๙๕
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๗          :           ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๐๒
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๘          :           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๙          :           ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๐        :           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๗
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๑        :           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๙
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๒        :           ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๒๐
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๓        :           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๒๑
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๔        :           ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๓๔
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๕        :           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๖        :           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๗        :           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙
รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๘        :           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

 รัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ใช้ในการปกครองประเทศภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้แก่ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งประกาศใช้เมื่อ วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕
รัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของประเทศไทย ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งประกาศใช้เมื่อ วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่สองของประเทศไทย
รัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับ ที่มีอายุการใช้บังคับยาวนานที่สุด ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งใช้บังคับเป็นเวลายาวนานที่สุดถึง ๑๓ ปี ๕ เดือน(ตั้งแต่วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ถึงวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๒๑ ซึ่งมีผลใช้บังคับเป็นเวลา ๑๒ ปี ๒เดือน (๒๒ ธันวาคม ๒๕๒๑ - ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔) ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๐๒ ซึ่งมีอายุการใช้บังคับนาน ๙ ปี ๔ เดือน ๒๓ วัน (๒๘ มกราคม ๒๕๐๒ - ๒๐ มิถุนายน ๒๕๑๑) และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งมีอายุการใช้บังคับนาน ๘ ปี ๙ เดือน ๑๑ วัน (๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ – ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙)
รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับ ที่มีอายุการใช้บังคับสั้นที่สุด ได้แก่ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งใช้บังคับเป็นเวลาเพียงแค่ ๕ เดือน ๑๓ วัน (ตั้งแต่วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถึงวันที่ ๑๐ ธันวาคม ปีเดียวกัน) ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๓๔ ซึ่งใช้บังคับเป็นเวลา ๙ เดือน ๙ วัน (๑ มีนาคม ๒๕๓๔ – ๙ ธันวาคม ๒๕๓๔) และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย      พุทธศักราช ๒๕๑๙ ซึ่งมีอายุการใช้บังคับเพียงปีเดียวก็ถูกยกเลิก (๒๒ ตุลาคม ๒๕๑๙ - ๒๑ ตุลาคม ๒๕๒๐)
รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้เวลาร่างยาวนานที่สุด ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑ ซึ่ง “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ในสมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ใช้เวลาร่างนานถึง ๙ ปี ๔ เดือน แต่เมื่อได้นำไปประกาศใช้ กลับมีอายุการใช้บังคับได้เพียง ๓ ปี ๔ เดือน ๒๘ วัน เท่านั้น ก็มีอันต้องเลิก

ใช้ เนื่องจากการปฏิวัติตัวเองของจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔
-    กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันถัดจากวันที่ครบสามสิบวัน นับแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งฃ

มีรัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับ ที่บัญญัติให้ “อำนาจพิเศษ” แก่นายกรัฐมนตรีเพื่อระงับและปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายหรือก่อกวนความมั่นคงและความสงบสุข ของประเทศอย่างเฉียบขาด โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๐๒ โดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕ (มาตรา ๑๗) ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๙(มาตรา ๒๑) และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๒๐ (มาตรา ๒๗)
  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่บัญญัติเกี่ยวกับสาระสำคัญที่เด่นๆ ดังต่อไปนี้
-    การคุ้มครองสิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภค
-    การให้สิทธิแก่คนพิการที่หูหนวกและเป็นใบ้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้
-    สิทธิที่จะได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ก่อนที่จะอนุญาตหรือดำเนินโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของตนหรือชุมชนท้องถิ่น
-    สิทธิที่จะต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการรัฐประหารหรือการล้มล้างรัฐบาลโดยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ
-    กำหนดให้รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น รวมทั้งสนับสนุนให้นำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
-    กำหนดให้มีแผนพัฒนาการเมืองและจัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการ
-    กำหนดให้มีกฎหมายแม่บทเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ และปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
-    กำหนดให้มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม
-    กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งสองประเภท ได้แก่ สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อพรรค (ปาร์ตี้ลิสต์) จำนวน ๑๐๐ คน และสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เขตละคน จำนวน ๔๐๐ คน
-    กำหนดให้วุฒิสภามีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามเขตจังหวัด มีจำนวน ๒๐๐ คน ทำหน้าที่ตรวจสอบเป็นด้านหลักและกลั่นกรองกฎหมายเป็นด้านรอง
-    กำหนดให้เอาหีบบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปเทนับรวมกัน ณ สถานที่แห่งหนึ่งแห่งใดเพียงแห่งเดียว เช่น บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอ
-    กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องสำเร็จการศึกษาไม่น้อยกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
-    กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมืองที่ส่งสมัครเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน ก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง
-    กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน
-    กำหนดห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาใช้สถานะหรือตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำหรือพนักงานของรัฐ
-    กำหนดให้รัฐสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องการจัดที่ปิดประกาศและที่ติดแผ่นป้ายโฆษณาเลือกตั้ง การพิมพ์และจัดส่งเอกสารเลือกตั้งไปให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และการจัดสรรเวลาออกอากาศทางวิทยุและโทรทัศน์ เป็นต้น
-    กำหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้งทำหน้าที่ควบคุมและดำเนินการเลือกตั้งทุกระดับ โดยให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมืองทั้งหมด ในระหว่างที่มีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถึงแม้รัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งไม่ได้เลย เพราะอำนาจทั้งหมดรวมทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จะตกอยู่กับประธานกรรมการการเลือกตั้งทั้งสิ้น
-    กำหนดให้มีการบันทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา และเปิดเผยให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้
-    กำหนดให้ในปีหนึ่งมีสมัยประชุมสามัญสองสมัย ๆ ละ ๑๒๐ วัน และในหนึ่งสมัยต้องเป็นสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ซึ่งจะพิจารณาได้เฉพาะกฎหมายเท่านั้น
-    กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภารวมกัน หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรล้วนๆ มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้นำความกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ โดยมีประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการได้
-    กำหนดให้สิทธิแก่ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนที่จะเข้าชื่อกันเสนอกฎหมายตามหมวด ๓ (สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย) และหมวด ๕ (แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ) เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาได้
-    กำหนดให้เป็นอำนาจร่วมกันระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะ เป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ที่จะต้องส่งไปให้นายกรัฐมนตรีรับรอง หรือไม่
-    กำหนดให้รัฐสภาสามารถมีมติให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไว้ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาว่าจำเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดินแต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ต่อไปได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการดึงเอาวุฒิสภามาช่วยงานด้านนิติบัญญัติของรัฐบาลนั่นเอง
-    กำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการการเลือกตั้งทั่วไป กรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร สามารถขอให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หรือร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ ต่อไปได้ อันเป็นการประหยัดเวลาที่ไม่ต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
-    กำหนดให้มีการตั้งกระทู้ถามสดในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ครั้งละหนึ่งชั่วโมง โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงแต่แสดงความจำนงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อนเริ่มประชุมในวันนั้นว่าจะถามนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคนใด โดยไม่ต้องระบุคำถาม
-    กำหนดให้การยื่นญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ต้องมีรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่าสองในห้า พร้อมทั้งต้องยื่นรายชื่อผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วย และเมื่อได้มีการยื่นญัตติแล้วจะยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ แต่ถ้าหากการเสนอญัตติดังกล่าว เป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติหรือส่อว่าทุจริต จะต้องยื่นให้ ป.ป.ช. ทำการไต่สวนหรือส่งดำเนินคดีหรือส่งให้วุฒิสภาทำการถอดถอนถ้า ป.ป.ช. เห็นว่าข้อกล่าวหามีมูลความผิดพร้อมกันไปด้วย
-    กำหนดให้ร่างพระราชบัญญัติที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับเด็ก สตรี และคนชรา หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ หากมิได้พิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา จะต้องพิจารณาโดยกรรมาธิการวิสามัญซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนเกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้น มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม
-    กำหนดให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จำนวน ๑๑ คน มีหน้าที่ตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือการละเลยการกระทำ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรืออันไม่เป็นไปตามพันธะกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งส่งเสริมการศึกษาและการเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน
-    กำหนดให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผยในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด
-    กำหนดให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน แต่การออกเสียงประชามติดังกล่าวต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการขอปรึกษาความเห็นของประชาชนว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในกิจการที่รัฐบาลกำลังจะดำเนินการหรือไม่ และการออกเสียงประชามติดังกล่าวมีผลเป็นเพียงการให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้น โดยไม่ผูกพันว่า คณะรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ
-    กำหนดให้มีการให้บำเหน็จบำนาญหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นขององคมนตรี ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาซึ่งพ้นจากตำแหน่ง โดยกำหนดให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา
-    กำหนดให้การรวมหรือการโอนกระทรวง ทบวง กรม ที่มีผลเป็นการจัดตั้งเป็นกระทรวง ทบวง กรม ขึ้นใหม่ หรือการรวมหรือการโอนกระทรวง ทบวง กรม ที่มิได้มีการจัดตั้งเป็นกระทรวง ทบวง กรม ขึ้นใหม่ โดยไม่มีการกำหนดตำแหน่งหรืออัตราของข้าราชการหรือลูกจ้างเพิ่มขึ้น หรือการยุบกระทรวง ทบวง กรม สามารถตราเป็นพระราชกฤษฎีกาได้
-    กำหนดให้การนั่งพิจารณาคดีของศาล ต้องมีผู้พิพากษาหรือตุลาการครบองค์คณะ และผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งมิได้นั่งพิจารณาคดีใด จะทำคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยคดีนั้นมิได้
-    กำหนดให้การจับและคุมขังบุคคลในคดีอาญาต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล ต้องแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับ ต้องแจ้งให้ญาติทราบ และต้องนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายใน ๔๘ ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน
-    กำหนดให้การค้นในที่รโหฐานต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล
-    กำหนดให้มีการคุ้มครองผู้เสียหายและพยานในคดีอาญา รวมทั้งการปฏิบัติที่เหมาะสมและจ่ายค่าตอบแทนที่จำเป็น
-    กำหนดให้รัฐจ่ายค่าตอบแทนแก่จำเลยซึ่งถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีและศาลได้พิพากษาว่ามิได้เป็นผู้กระทำความผิด
-    กำหนดให้รัฐจ่ายค่าตอบแทนแก่บุคคลที่ได้รับโทษทางอาญาโดยคำพิพากษาของศาล ซึ่งต่อมามีการรื้อฟื้นคดี และศาลพิพากษาใหม่ว่ามิได้เป็นผู้กระทำความผิด
-    กำหนดให้มีศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่วินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่
-    กำหนดให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของศาลฎีกา ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ไต่สวนและทำสำนวนคดี ซึ่งสรุปว่า ข้อกล่าวหามีมูล
-    กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม และศาลปกครองมีหน่วยธุรการที่เป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น
-    กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น
-    กำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำนวน ๙ คน มีหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นเสนอต่อวุฒิสภา เพื่อให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ร่ำรวยผิดปกติและส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่ รวมทั้งสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นเสนอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตลอดจนการตรวจสอบความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สิน ตามที่ได้มีการยื่นแสดงบัญชีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงอื่นๆ ด้วย
-    กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงอื่นๆ มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องทำการตรวจสอบความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว ถ้าพบว่าแจ้งเท็จหรือจงใจไม่ยื่นต้องพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลา ๕ ปี สำหรับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วย
-    กำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนบุคคลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอว่า ร่ำรวยผิดปกติหรือส่อทุจริตได้ โดยใช้คะแนนเสียงในการลงมติถอดถอนจำนวนไม่น้อยกว่าสามในห้าของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด
-    กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ หรือประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง เช่น ประธานศาลฎีกา และอัยการสูงสุด เป็นต้น โดยที่คำร้องขอดังกล่าวต้องระบุพฤติกรรมที่กล่าวหาเป็นข้อๆ ให้ชัดเจน
-    กำหนดให้การยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องมาจากคณะรัฐมนตรี หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร (๑๐๐ คน) หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภารวมกัน มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภา (๑๔๐ คน)
            ๖๗. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้บัญญัติเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงไปจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ในสาระสำคัญที่เด่นๆ ดังต่อไปนี้
- บัญญัติให้รัฐสภาเป็นระบบสองสภา สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ จำนวน ๔๐๐ คน และสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนอีก ๘๐ คน จาก ๘ เขตเลือกตั้ง หรือ ๘ กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ เขตละ ๑๐ คน ทั้งหมดรวมเป็น ๔๘๐ คน ส่วนวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ๗๖ คน จังหวัดละหนึ่งคน และสมาชิกที่มาจากการสรรหาอีก ๗๔ คน รวมเป็น ๑๕๐ คน
- บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีมีจำนวนไม่เกิน ๓๖ คน เท่ากับในรัฐธรรมนูญปี ๔๐ แต่สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งถึงแม้จะให้มาจากการเลือกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาผู้แทนราษฎรโดยเปิดเผยและต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกับในรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ก็ตาม แต่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ไม่ต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. เหมือนในรัฐธรรมนูญปี ๔๐ พูดง่ายๆ คือ สามารถสวมหมวกสองใบในเวลาเดียวกันได้ นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส. มาก่อน เมื่อต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จะด้วยเหตุใดก็ตาม ก็ยังดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
- รัฐธรรมนูญปี ๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกและฉบับเดียว ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะตั้งกระทู้ถาม อภิปราย หรือแม้แต่ลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคที่ตนสังกัดได้ โดยไม่ต้องฟังมติพรรค
- การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี สามารถทำได้ง่ายเพราะใช้เสียงเพียงไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า (๙๖ คน) การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ เพราะใช้เสียงเพียงหนึ่งในหก (๘๐ คน)
- เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และสมาชิกวุฒิสภา สามารถเสนอร่างกฎหมายได้เอง โดยไม่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรีเสียก่อน ทั้งนี้ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองค์กรอิสระเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ศาลหรือองค์กรอิสระเสนอร่างพระราชบัญญัติ ส่วนสมาชิกวุฒิสภาสามารถเข้าชื่อร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบ (๖๓ คน) เสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญได้
- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอร่างพระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด สามารถเข้าชื่อยื่นเสนอได้ โดยไม่ต้องขอมติพรรคที่ตนสังกัดเสียก่อน
- เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่บัญญัติบังคับให้ฝ่ายบริหารต้องจัดสรรงบประมาณ ให้แก่ ศาลและองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ ตามที่ต้องการ และเป็นครั้งแรกเช่นกัน ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ เหล่านั้น สามารถขอแปรญัตติเพิ่มเติมงบประมาณจากคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรได้โดยตรง
- ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายได้ จำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อยื่นถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงได้ และจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน มีสิทธิยื่นขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้
- เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่กำหนดอายุการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี โดยห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าแปดปี
- เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่บัญญัติให้มีตำแหน่ง “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” และ “ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน” ซึ่งมีอำนาจหน้าที่มากและกว้างขวางกว่า “ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา” ตามรัฐธรรมนูญปี ๔๐ มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบการฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง และข้าราชการ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- รัฐธรรมนูญปี ๕๐ ได้ยกเลิกการเอาหีบบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปเทนับรวมกัน ณ สถานที่เดียว แล้วให้นับคะแนนเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งอย่างเดิม
- เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่ได้ยกฐานะสำนักงานอัยการเป็น “องค์กรอัยการ” ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
- บัญญัติให้ศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือ “ให้ใบแดง” แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. หลังจากที่ กกต. ประกาศผลแล้ว และให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือ “ให้ใบแดง” แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น
- กำหนดให้การทำหนังสือสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ รัฐต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อน และเมื่อมีการลงนามแล้ว ต้องให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียดของสัญญานั้นด้วย
- กำหนดให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มหรือจัดตั้งสหภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป
- กำหนดให้ “ชุมชน” ทั่วไป มีสิทธิฟ้องร้องหน่วยราชการและหน่วยงานของรัฐ ในคดีที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพของประชาชน นอกเหนือจาก “ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม” ตามรัฐธรรมนูญปี ๔๐
- กำหนดให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ทุกฉบับ ต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
- เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่บัญญัติให้มีหมวดการเงิน การคลัง และงบประมาณ รวมทั้งหมวดคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย
- กำหนดให้ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ต่อสาธารณชนด้วย นอกเหนือจากที่ให้เปิดเผยเฉพาะบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของคณะรัฐมนตรีที่ต้องเปิดเผยตามรัฐธรรมนูญปี ๔๐

วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คำพิพากษาปราสาทเขาพระวิหาร ปีพุทธศักราช ๒๕๕๖

ปราสาทเขาพระวิหารจากมุมสูง

คำพิพากษาปราสาทพระวิหารปี 2556
                เมื่อเวลา16.00 น. ศาลโลกอ่านคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร  จากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ว่า กัมพูชาได้ยื่นคำร้อง และร้องขอให้ศาลตีความปราสาทพระวิหาร และหลังจากยื่นคำร้องแล้ว กัมพูชาได้อ้างถึงคำร้องธรรมนูญศาล และร้องขอให้มีมาตรการชั่วคราว เพราะมีการล่วงล้ำของประเทศไทยเข้าสู่ดินแดนกัมพูชา โดยเมื่อวันที่ 18 ก.ค. ศาลก็มีมาตรการชั่วคราวให้แก่ทั้งสองฝ่ายในปี 2011 โดยจะขอเริ่มต้นอ่านคำพิพากษาในวรรคที่ 14ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเทือกเขาดงรัก ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นพรมแดนสองประเทศคือ กัมพูชาตอนใต้ และไทยตอนเหนือ ในเดือน ก.พ.1904 กัมพูชาอยู่ใต้อารักขาของรัฐฝรั่งเศส ที่เทือกเขาดงรักเป็นไปตามสันปันน้ำ ซึ่งเป็นไปตามการประกาศของคณะกรรมการ เรื่องงานที่เสร็จสิ้่นคือ การเตรียมการและตีพิมพ์เผยแพร่แผนที่ที่ได้รับ ซึ่งภารกิจนั้นมอบให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส นาย ต่อมาในปี 1907 ทีมก็ได้เตรียมแผนที่ 17 ระหว่าง อินโดจีนกับไทย และมีแผนที่ขึ้นมา มีคณะกรรมการปักปันระหว่างอินโดจีนกับสยาม ทำให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา ปี 1953 ประเทศไทยได้ยึดครองปราสาทในปี 1954แต่การเจราจาไม่เป็นผล ปี 1959 กัมพูชาร้องต่อศาล และไทยก็คัดค้านตามมา และศาลปฏิเสธการรับฟังของไทย และมีคำพิพาทเกิดขึ้นจริง ซึ่งเทือกเขาดงรักที่เรียกว่า แผนที่ภาคผนวก นั้น อยู่ในกัมพูชา โดยมีผลบังคับระหว่างรัฐประเทศตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง แต่ในแง่การมีผลผูกพันเหตุการณ์ระหว่างสองประเทศต้องยืนยันตามสันปันน้ำ 
ศาลพูดถึงข้อปฏิบัติการในคำพิพากษา ตัดสินว่า พระวิหารอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา และไทยมีผลผูกพัน หรือในบริเวณข้างเคียง และมีพันธะกรณีที่ต้องนำวัตถุทั้งหลายที่ได้นำออกไปให้นำส่งคืน หลังจากมีคำพิพากษา 1962 ไทยก็ได้ถอนกำลังออกจากพระวิหาร และมีการทำรั้วลวดหนาม หลังจากที่เป็นไปตามมติครม.ของไทยในวันที่ 11 ก.ค.1962 แต่ไม่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ ทั้งนี้ ศาลระบุว่า กัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาหลังจากที่คำพิพากษา เป็นต้นมา ในมุมมองของไทยคือ ได้ออกจากบริเวณปราสาทและไทยได้กำหนดฝ่ายเดียวว่า เขตพระวิหารอยู่ที่ใดซึ่งตามคำพิพากษาในปี1962 ได้กำหนดตำแหน่งเขตปราสาท ที่ไทยต้องถอนและได้จัดทำรั้ว ลวดหนาม ปราสาทไม่ได้เกินไปกว่าเส้นกำหนดตาม กัมพูชาประท้วงว่า ไทยถอนกำลังออกไปนั้นก็ได้ยอมรับว่า ปราสาทเป็นของกัมพูชาจริง แต่กัมพูชาได้ร้องว่า ไทยสร้างรั้วรุกไปในดินแดนกัมพูชาซึ่งไม่เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลและในมุม มองของกัมพูชาต้องการเสนอยูเนสโก แสดงให้เห็นว่า ทั้งสองมีข้อพิพาทในความหมายและขอบเขตในคำพิพากษาปี 1962 จริง ศาลได้ดูสาระข้อพิพาทเพื่อให้แน่ใจว่า เป็นไปตามขอบเขตอำนาจศาล ม.60 ตามธรรมนูญศาลหรือไม่และเห็นว่าสองฝ่ายขัดแย้งกัน ซึ่งในข้อพิพาท 1962 ที่บอกว่า คำพิพากษามีผลบังคับใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนสองประเทศ การพิจารณาครั้งนี้ศาลพิจารณาในจุดยืนของฝ่ายที่แสดงออกมาคือ ตามคำขอของกัมพูชา คือ มีสถานที่และได้ต่อสู้เพื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลกก็มีมุมมองต่างกันของขอบเขต และบริเวณ ดินแดน
โดยข้อที่ ปราสาทอยู่ในดินแดนกัมพูชา ท้ายที่สุดศาลก็ได้ดูเรื่องปัญหาที่สองฝ่ายเห็นต่างคือ พันธกรณีการถอนกำลังออกจากปราสาท ในดินแดนของกัมพูชา และให้ข้อพิพากษาเรื่องการสื่อสารการเข้าใจของสองประเทศในการนำปราสาทพระ วิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลกและการปะทะแสดงว่า มีความเข้าใจที่แตกต่างกันจริง คำพิพากษามีความสำคัญ แง่ คือ คำพิพากษาไม่ได้ตัดสินว่า มีข้อผูกพันเป็นเขตแดนระหว่างสองประเทศหรือไม่
2.มีความสัมพันธ์กรณีความหมายและขอบเขตของวลีที่ว่า บริเวณใดเป็นของกัมพูชา
3.มีข้อพิพาทในกรณีให้ไทยถอนกำลัง คือ เป็นเป็นไปตามข้อปฏิบัติข้อที่สอง เมื่อกัมพูชาได้ร้องขอ ศาลจึงรับคำร้องขอของกัมพูชา ศาลเห็นว่ามีข้อพิพาทของทั้งสองฝ่าย ตามข้อ 60 ของธรรมนูญศาล ด้วยเหตุนี้ศาลจึงมีอำนาจรับไว้พิจารณา ศาลจึงคำนึงถึงข้อ 60 ทำให้ขอบเขตมีความชัดเจนขึ้น ด้วยเหตุนี้ศาลจึงต้องดูอยู่ภายใต้ขอบเขตเคร่งครัด ไม่สามารถหยิบเรื่องที่ได้ข้อยุติไปแล้ว ดังนั้น การพิจารณาขอบเขตและความหมายจึงยึดถือข้อปฏิบัติที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยได้ต่อสู้ว่า หลักการกฎหมายห้ามไม่ให้ศาลตีความเกินการตีความในปี 1962 และได้ถูกกล่าวย้ำในข้อต่อสู้ของคู่ความ อย่างไรก็ตาม ศาลไม่สามารถตีความที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาในปี 1962 ได้ และกัมพูชาเห็นว่า ข้อสรุปในปี 1962 ทำให้เห็นวา ศาลได้วินิจฉัยประเด็นต่างๆ ตามข้อวินิจฉัยในปี 1962 และขณะนั้นได้ใช้ข้อ 74 เป็นข้อบังคับในขณะนั้น ซึ่งไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา และบทสรุปเป็นเพียงบทสรุปของคำวินิจฉัย ไม่ถือเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อหลักปฏิบัติ
ประเทศไทยยังได้กล่าวอ้างถึงพฤติกรรมของปี 1962 และเดือน ธ.ค. 2008 ที่มีเหตุการณ์ปะทุขึ้นมา คำพิพากษาไม่ถือว่า เป็นสนธิสัญญา หรือตราสารที่ผูกพันคู่ความ การตีความที่อาจจะมีผลกระทบกับพฤติกรรมต่อๆ ไป ดูได้จากสนธิสัญญา ณ กรุงเวียนนา การตีความ จะดูว่าศาลได้พิพากษาอะไร ขอบเขตและความหมายไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงไปของพฤติกรรมของคู่ความ และการตีความศาลจะไม่พิจารณาในประเด็นนั้น มีลักษณะ ประการในคำพิพากษา 1962
       1.พิจารณาว่า เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของปราสาทพระวิหาร และศาลไม่มีหน้าที่ปักปันเขตแดน ศาลจึงกลับไปดูคำพิพากษา 1962 โดยดูในคำคัดค้าน ว่า เป็นเขตอำนาจอธิปไตยมากกว่าเขตแดน ดังนั้น ข้อเรียกร้อง 1-2 ของกัมพูชาในภาคผนวก ศาลจะรับเท่าที่เป็นเหตุ โดยไม่มีการกล่าวถึงภาคผนวก หรือสถานที่ของเขตแดน ไม่มีการแนบแผนที่ในคำพิพากษา ประเด็นต่างๆ ที่คู่ความได้กล่าวอ้างก็มีความสำคัญในการกำหนดเขตแดน
       2.แผนที่ภาคผนวก ประเด็นที่แท้จริงคือ คู่ความได้รับรองแผนที่ภาคผนวก และเส้นแบ่งเขตแดน ที่เป็นผลจากคณะกรรมการปักปันเขตแดน และมีผลผูกพันหรือไม่ ศาลได้ดูพฤติกรรมของคู่ความในการเสด็จของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงนุภาพ ไปเยี่ยมชมปราสาทพระวิหารก็เหมือนการยอมรับโดยอ้อมของสยามในอธิปไตย ถือเป็นการยืนยันของประเทศไทยในเส้นแบ่งแดนภาคผนวก ในปี1908 และ 1909 ยอมรับในแผนที่ และยอมรับว่า เส้นแบ่งเขตแดนเป็นเส้นแบ่งเขตแดนที่นำไปสู่การยอมรับว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในกัมพูชา ทำให้แผนที่ภาคผนวกอยู่ในสนธิสัญญา จึงเห็นว่าการตีความสนธิสัญญาจึงต้องชี้ขาดว่า เขตแบ่งตามแผนที่ 1
       3.ศาลมีความชัดเจนว่า ศาลดูเฉพาะบริเวณปราสาทฯ เท่านั้น ซึ่งเป็นบริเวณที่เล็กมาก และในปี1962 กัมพูชากล่าวว่า ขอบเขตพิพาทนั้นเล็กมาก และถ้อยแถลงอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรขัดแย้งกันในปี 1962และทันทีหลังจากมีคำพิพากษา ศาลได้อธิบายว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ทางตะวันออกของเทือกเขาดงรัก ในทางทั่วไปถือว่า เป็นเขตแดนของทั้งสองประเทศ ศาลเห็นว่า ปราสาทอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา แต่ต้องกลับมาในบทปฏิบัติการ และ ที่เห็นว่า ผลของคำพิพากษาที่ ตำรวจที่ปฏิบัติการในปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียงไม่มีการพูดถึงการ ถอนกำลัง และไม่มีการกล่าวถึงว่า หากถอนกำลังต้องถอนไปที่ใด พูดเพียงปราสาทและบริเวณใกล้เคียง ไม่มีการกำหนดว่า เจ้าหน้าที่ใดของไทยต้องถอน พูดเพียงว่าเจ้าหน้าที่ที่เฝ้ารักษาการหรือดูแล ศาลจึงเห็นว่า จะต้องเริ่มจากดูหลักฐานที่อยู่ต่อหน้าศาล และพยานหลักฐานเดียวคือ พยานหลักฐานที่ฝ่ายไทยได้นำเสนอ ซึ่งได้มีการเยือนไปยังปราสาทในปี 1961 แต่ในการซักค้านของฝ่ายกัมพูชา พยานเชี่ยวชาญของไทยบอกว่า มีแค่ผู้เฝ้ายาม คน และตำรวจ มีการตั้งแคมป์ และไม่ไกลมีบ้านพักอยู่ และทนายฝ่ายไทย กล่าวว่า สถานีตำรวจอยู่ทางใต้ของแผนที่ภาคผนวก 1
ต่อมาปี 1962 กัมพูชาได้เสนอข้อต่อสู้ว่า จะต้องใช้เส้นสันปันน้ำในการปักปันเขตแดน แต่ศาลเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องใช้สันปันน้ำ ซึ่งฝ่ายไทยเห็นว่า สำคัญ เพราะการแบ่งเส้นต่างๆ มีความใกล้เคียงกันสันปันน้ำ การที่สถานีตำรวจตั้งใกล้สันปันน้ำ เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อศาลสั่งให้ไทยถอนกำลัง ก็น่าจะมีความประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ต่างๆ ตามคำเบิกความของไทย เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่า มีเจ้าหน้าที่อื่นใด จึงเห็นว่าควรยาวไปถึงสถานที่ตั้งมั่นของสถานีตำรวจ เส้นแบ่งเขตแดนตามมติ ครม. จึงไม่ถือว่า เป็นเส้นแบ่งเขตแดน ศาลจึงเห็นว่า ชัดเจนมากตามภูมิศาสตร์ ที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้มีหน้าผาที่ชัน และตะวันตกเฉียงเหนือก็เป็นที่ที่อยู่ในเทือกเขาดงรัก หุบเขาทั้งสองนี้เป็นช่องทางที่กัมพูชาสามารถเข้าถึงปราสาท ดังนั้น การทำความเข้าใจใกล้เคียงพระวิหาร ศาลจึงเห็นว่า เขตแดนกัมพูชาทางเหนือไม่เกินเส้นแบ่งเขตแดนตามภาคผนวก และไม่ได้ระบุระยะที่ชัดเจน
 หลังจากศาลโลกอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ปรากฎว่านักวิชาการและสื่อมวลชนไทย ตีความกันออกเป็นหลายแนวทางไม่ตรงกัน บ้างก็ว่า 
-ศาลให้ไทย-กัมพูชา หารือกันเอง มียูเนสโก้เป็นผู้ดูแล กัมพูชายังมีอธิปไตยตามพื้นที่คำตัดสินปี1962 ส่วนพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร ศาลโลกไม่มีการพูดถึง นี้ต้องไปคุยกันเอง 
สรุปศาลไม่ได้ตีความเกินขอบเขตคำพิพากษาเดิม 2505/ พิพากษาเฉพาะตัวปราสาทไม่แตะพื้นที่4.6ตร.กม
-ไม่เสีย 4.6 แต่เสียประมาณ หนึ่งถึงสองตร.กม.รอบปราสาท ไม่เสีย พนมทรัพ หรือภูมะเขือ
ศาลยึดข้อเท็จจริงเดิมตามคำพิพากษา1962ไม่เอาข้อเท็จจริงใหม่ปน แต่เสียเปรียบที่ครั้งนี้ศาลฟันธงดินแดนที่ปราสาทอยู่เป็นของกัมพูชา
เมื่อเวลา 17.34 น. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วย นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าคณะต่อสู้คดีปราสาทเขาพระวิหาร 
แถลงภายหลังศาลโลกได้มีคำพิพากษาในดคีปราสาทเขาพระวิหาร โดย นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ผลคำพิพากษาของศาลโลกในวันนี้ ถือว่าเป็นที่น่าพอใจของฝ่ายเราในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หน้าที่ในการชี้แจงผลการพิพากษา ตนจะมอบให้

ทูตวีระชัย เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด ด้านทูตวีรชัย กล่าวว่า คำพิพากษาในวันนี้ ที่ออกมาศาลได้ชี้เป็นประเด็นต่างๆ เริ่มจาก ศาลมีอำนาจในการวินิฉัย ในคำร้องของกัมพูชาในครั้งนี้หรือไม่ ต่อมาศาลได้วินิจฉัย พื้นที่ใกล้เคียงกับตัวปราสาท ที่ศาลใช้คำเรียกว่า ตัวปราสาท นั้น จะมีตัวเขตจำกัดอย่างไร แต่ไม่ได้มีแผนที่แนบ เบื้องต้นของเรียนว่า ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้รับในพื้นที่ , 4.5, 4.6 , 4.7ตารางกิโลเมตร หรืออะไรก็ตาม ทาง กัมพูชาไม่ได้สิ่งที่ได้เรียกร้อง พื้นที่ภูมะเขือฝ่ายกัมพูชา ก็ไม่ได้ ศาลก็ไม่ได้ ชี้ในเรื่องของเขตแดน ศาลไม่ได้ตัดสินในเรื่องของเขตแดน เว้นแต่ พื้นที่แคบมากๆ ศาลได้พยายามเน้นพื้นที่เล็กอย่างมาก ดัง นั้น พื้นที่นี้ยังคำนวณอยู่ และศาลไม่ได้ระบุว่า แผนที่ 1.200,000 เป็นส่วนหนึ่งของคำตัดสินเมื่อปี พ.ศ.2505 ตรงนี้ ตนถือว่า เป็นจุดที่มีความสำคัญอย่างมาก นอกจากนี้ศาลยังแนะนำให้ ทั้งสองฝ่ายมาร่วมกันในการที่จะดูแลตัวปราสาทในฐานะเป็นมรดกโลก ซึ่งศาลแนะนำให้ร่วมมือกัน
 "พื้นที่ที่ต้องพิจารณาให้กัมพูชาเป็นพื้นที่เล็กมาก  อย่างไรก็ตาม ไทยและกัมพูชาจะต้องหารือกันต่อไป"
ประมาณ 19.30 น.วานนี้ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม พร้อมด้วยนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ และทีมทนายที่ปรึกษาชาวต่างชาติ ได้ประชุมเทเลคอนเฟอเรนซ์มายังทำเนียบรัฐบาล มีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศ ช่อง 11 โดยนายวีรชัย กล่าวยืนยันว่า ส่วนใหญ่คำตัดสินเป็นคุณกับประเทศไทย โดยไทยไม่ได้เสียแดนดินพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะภูมะเขือที่ศาลโลกพูดชัดเจนว่า ไม่ใช่พื้นที่ใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร ขอให้ประชาชนมั่นใจในเรื่องนี้
"ส่วนพื้นที่ที่ต้องพิจารณาให้กัมพูชาเป็นพื้นที่เล็กมาก หรือใกล้เคียงกับพื้นที่ในมติคณะรัฐมนตรี ปี2505 อย่างไรก็ตาม การกำหนดพื้นที่ดังกล่าว ผู้ที่กำหนดพื้นที่เป็นคู่กรณีเจรจา ที่จะหารือในกรอบคณะกรรมาธิการว่าด้วยความร่วมมือไทย - กัมพูชา (เจซี) กันต่อไป " นายวีรชัย กล่าว
นายวีรชัย กล่าวอีกว่า ส่วนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ขอยืนยันว่า คำตัดสินในครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทางทะเล เพราะศาลไม่มีอำนาจในการวินิจฉัย หากไปดูในอนุสัญญา ค.ศ.1904 และ1907 ไม่มีทางกระทบทางทะเลได้เลย ขอให้พี่น้องสบายใจได้

สุดท้าย ผมอยากฝากไปถึงคนไทยอย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองเป็นคนชนะ หรือเสียใจว่าตัวเองสูญเสียดินแดน สำหรับคำตัดสินในวันนี้ถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว แต่หากมีข้อขัดแย้งสามารถนำคำพิพากษาวันนี้ ขอยื่นตีความได้ภายใน 10 ปี แต่ต้องมีหลักฐานใหม่" นายวีรชัย กล่าวทิ้งท้าย
ใน ฐานะหัวหน้าคณะฝ่ายไทยในการต่อสู้คดีการตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี2505 ได้ขยายความถึงแนวทางการตัดสิน 4แนวทางตามที่มีการณ์คาดการณ์มาโดยตลอดว่า
แนวทางที่ 1 ศาล อาจจะตัดสินว่าศาลไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดี หรือศาลมีอำนาจ แต่ไม่เหตุที่จะต้องตีความ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างกลับไปอยู่ในสถานะเดิมก่อนที่จะมีการยื่นฟ้องศาลโลก
ประเด็นนี้เขาให้ความรู้เบื้องต้นว่า ศาลระหว่างประเทศไม่มีคำว่า "ยกฟ้อง" หรือ "จำหน่ายคดี" เหมือนศาลในประเทศที่อาจจะมีการยื่นฟ้องผิดศาล แต่ศาลอาจจะตัดสินว่า ตัวเองไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดี หรือมีอำนาจแต่ไม่มีเหตุที่จะต้องตีความ
แนวทางการตัดสินแบบนี้อาจทำให้สถานะกลับ ไปเหมือนตอน "ก่อนฟ้อง" คือ ไม่มีคำตอบให้ในเรื่องเขตแดน และแผนที่ โดยสองฝ่ายอาจต้องไปเจรจาตกลงกันเอาเอง
แนวทางที่ 2 ศาล อาจตัดสินว่าขอบเขตพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารเป็นไปตามเส้นเขตแดนบนแผนที่ 1 ต่อ แสน ซึ่งเป็นไปตามคำฟ้องของฝ่ายกัมพูชา หรือใกล้เคียง
ประเด็นนี้ทูตวีรชัยยังยืนยันตามคำพูดเดิมที่เคยให้การต่อศาลว่า มีการ "ปลอมแปลงแผนที่" โดยนำเอาแผนที่หมายเลข และหมายเลข มาซ้อนทับกัน และเติมสีลงไปเอง
ส่วนผลของแนวทางคำตัดสินนี้อาจทำให้เขาได้พื้นที่ประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือใกล้เคียง โดยศาลคงกำหนดบริเวณข้างเคียง ซึ่งก็คือ "เส้นเขตแดน" นั่นเอง
แนวทางที่ 3 ศาลอาจตัดสินเป็นไปตามคำร้องของฝ่ายไทย หมายถึงขอบเขตปราสาทพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหารเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีไทย เมื่อ พ.ศ.2505
ประเด็นนี้ยึดตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2505 ของไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับที่กัมพูชาขอไปในคดีเก่า โดยทั้งสองฝ่ายโต้แย้งกันเรื่อง "แผนที่" และ "สันปันน้ำ"

แนวทางนี้ ถ้าใกล้เคียงกับที่กัมพูชาขอ (เมื่อปี 2505) อาจมีพื้นที่ที่ขาดไป (ต้องคืนให้กัมพูชา) ประมาณ 0.07 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 43 ไร่ (ตามแนวพื้นที่เดิม) แต่วันนี้กัมพูชาไม่ได้ขอพื้นที่เดิม แต่ขอพื้นที่ 4.5-4.6 ตารางกิโลเมตร ตามแผนที่ ต่อ แสน
แนวทางที่ 4 คือ ศาลอาจไม่ตัดสินให้เป็นไปตามคำร้องทั้งของไทยและกัมพูชา โดยอาจจะกำหนดขอบเขตพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหารขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร
ประเด็นนี้น่าจะออกไปในแนว "นามธรรม" คือ ตัดสินออกมากลางๆ หรืออาจจะตัดสินว่า คำพิพากษาปี2505 หมายความว่าอย่างไร และให้คู่กรณีไปปรึกษาหารือกัน ซึ่งแนวทางนี้อาจเป็นประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างยิ่ง โดยอาจตัดสินว่า แผนที่ ต่อ แสน แยกออกจากกัน หรือมีผลผูกพันกับคำพิพากษาปี 2505 หรือไม่ เป็นต้น
(ทูตวีรชัยวิเคราะห์ว่า แนวทางที่ เป็นไปได้น้อยที่สุด ส่วนแนวทางที่ มีความเป็นไปได้มากกว่าแนวทางที่ 1นิดหน่อย)
อย่างไรก็ตาม คณะทำงานฝ่ายไทยเห็นว่า แนวทางที่ โดยให้ทั้งสองฝ่ายไปปรึกษาหารือกันมีความเป็นไปได้มากที่สุด แต่ก็มีความเป็นไปได้ในแนวทางอื่นเช่นกัน เพราะคำพิพากษาของศาลมีความยืดหยุ่น และคาดเดาได้ยากมาก
ทูตวีรชัยยังกล่าวถึงกรณีที่มีความพยายาม ชี้ให้เห็นว่า ไทยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกก็ได้ โดยชี้ว่า เท่าที่ติดตามมายังไม่เคยพบข้อมูลดังกล่าว และพยายามสืบค้นอยู่ อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาของศาลโลกไม่ได้กำหนดเงื่อนเวลา ซึ่งบางประเทศอาจใช้เวลานานมากในการปฏิบัติตาม แต่สุดท้ายก็ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกทุกราย